โรคหัวใจ คืออะไร อาการ สาเหตุ การตรวจ และวิธีรักษา

7 กันยายน 2026 •
Views
Ruamjairak Hospital
ผู้เขียน

สรุปสั้น ๆ: โรคหัวใจไม่ได้มีแค่ชนิดเดียว ทั้งหลอดเลือดหัวใจตีบตัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ ลิ้นหัวใจตีบ และภาวะหัวใจล้มเหลว แต่ละชนิดอาการไม่เหมือนกัน บางชนิดเริ่มจากเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง บางชนิดแทบไม่มีอาการเลยจนเกิดภาวะแทรกซ้อน การตรวจในระยะแรก เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ คลื่นเสียงสะท้อน และการตรวจหาปริมาณแคลเซียมสะสมในหลอดเลือด ช่วยวางแผนการรักษาได้ตรงจุด ปัจจุบันมีทางเลือกรักษาทั้งยา ลูกโป่งขยายหลอดเลือด ขดลวดค้ำยัน การเข้าสายสวน และการผ่าตัด

โรคหัวใจคืออะไร แล้วทำไมถึงมีหลายชนิด

เมื่อได้ยินคำว่าโรคหัวใจ หลายคนมักนึกถึงภาพเจ็บหน้าอกอย่างเดียว แต่ความจริงหัวใจเป็นอวัยวะที่มีทั้งกล้ามเนื้อ ลิ้น ระบบไฟฟ้า และหลอดเลือดที่เลี้ยงตัวมันเอง เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งทำงานผิดปกติ ก็เกิดเป็นโรคหัวใจได้คนละแบบ

แพทย์แบ่งโรคหัวใจที่พบบ่อยเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันจากไขมันและหินปูนเกาะ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะจากระบบไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปรกติ โรคลิ้นหัวใจทั้งตีบและรั่ว และภาวะหัวใจล้มเหลวซึ่งเป็นจุดปลายทางของหลายโรคเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงลง การรู้ว่าอาการที่เราสัมผัสได้อยู่ในกลุ่มไหน ช่วยให้เข้ารับการตรวจและการรักษาได้ถูกทางตั้งแต่ครั้งแรก

อาการโรคหัวใจที่พบบ่อย ไม่ใช่มีแค่เจ็บหน้าอก

อาการเตือนที่ตรงที่สุดคือเจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรบีบรัด มักเกิดเมื่อออกแรงแล้วดีขึ้นเมื่อหยุดพัก แต่จากประสบการณ์ที่ดูแลผู้ป่วย อาการจริงมักไม่ชัดเจนขนาดนั้น ผู้สูงอายุหลายรายมาด้วยเหนื่อยง่ายเวลาขึ้นบันได หอบเวลานอนราบ หรือปวดแน่นที่คาง ไหล่ แขน ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระดูก กรดไหลย้อน หรือแค่ปัญหาของวัยที่มากขึ้น

สำหรับหัวใจเต้นผิดจังหวะ สัญญาณที่พบบ่อยคือใจสั่น หัวใจเต้นแรง ตึงตัง เหมือนหัวใจแล่น บางรายเวียนศีรษะจนเกือบเป็นลม ส่วนโรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบในผู้สูงอายุ มักเริ่มจากเหนื่อยง่าย เป็นลมเวลาออกแรง และหายใจลำบาก ก่อนจะมีอาการเจ็บหน้าอกหรือหมดสติเมื่อตีบมากขึ้น หากอาการเหล่านี้เพิ่งเกิดใหม่ หรือค่อย ๆ มากขึ้นจนกระทบชีวิตประจำวัน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุจากหัวใจ

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง อะไรบ้างที่ทำให้หัวใจพัง

สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจคือการสะสมของไขมันและหินปูนที่ผนังหลอดเลือดจนช่องภายในแคบลง เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน และการขาดการเคลื่อนไหว ส่วนปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้คืออายุที่มากขึ้น เพศชาย และประวัติครอบครัวที่มีโรคหัวใจในญาติสายตรงตั้งแต่อายุยังน้อย

สิ่งที่พบบ่อยคือผู้ป่วยหลายคนคิดว่าตัวเองไม่มีปัจจัยเสี่ยงแม้แต่ข้อเดียว แต่ปล่อยชีวิตประจำวันไว้นานหลายปี ความดันที่สูงเล็กน้อยแต่ไม่ได้รักษา เบาหวานที่ไม่รู้ตัว และไขมันที่ไม่เคยตรวจ ค่อย ๆ สะสมเป็นความเสียหายรวมกัน ขณะเดียวกันโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างหัวใจเต้นแรงไม่สม่ำเสมอก็มีปัจจัยเสี่ยงของตัวเอง เช่น อายุ ความดันสูง น้ำหนักเกิน และการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงภาวะหัวใจเต้นพริ้วและลิ่มเลือดในหัวใจที่อาจหลุดไปอุดตันที่สมองได้

แต่ละชนิด รักษาไม่เหมือนกัน — 4 กลุ่มโรคหัวใจที่พบบ่อย

โรคหัวใจแต่ละกลุ่มมีเป้าหมายการรักษาต่างกัน การเข้าใจภาพรวมช่วยให้เห็นว่าทำไมแพทย์จึงเลือกวิธีนั้นให้เรา

โมเดล 3 มิติของหัวใจมนุษย์
4 กลุ่มโรคหัวใจที่พบบ่อย

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

เกิดจากไขมันและหินปูนจับตัวเป็นแผ่นพอกที่ผนังหลอดเลือด ในระยะเริ่มต้นยาลดไขมันและยากลุ่มต้านเกล็ดเลือดช่วยชะลอการลุกลาม เมื่อตีบมากจนเลือดไหลไม่พอ แพทย์จะพิจารณาเปิดช่องด้วยลูกโป่งและขดลวดค้ำยัน ซึ่งทำผ่านทางสายสวนจากข้อมือหรือขาหนีบ ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ กรณีหลอดเลือดตีบหลายเส้นหรือตำแหน่งที่ค้ำยันได้ยาก อาจจำเป็นต้องผ่าตัดบายพาส

ประเด็นที่ผู้ป่วยกังวลมากคือหินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งแต่เดิมเป็นอุปสรรคของการขยายด้วยลูกโป่ง ปัจจุบันมีอุปกรณ์เจาะหินปูนด้วยคลื่นเสียงหรือลูกตัดหมุนช่วยจัดการแผ่นหินปูนให้เปิดช่องได้ รายละเอียดว่าหินปูนเกิดจากอะไร อันตรายแค่ไหน และรักษาอย่างไร อ่านเพิ่มในบทความ หินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจ คืออะไร ส่วนสัญญาณเตือนในผู้สูงอายุที่มักถูกมองข้าม อ่านต่อใน เจ็บหน้าอกเวลาขึ้นบันได สัญญาณหลอดเลือดหัวใจตีบที่ผู้สูงอายุมองข้าม

หัวใจเต้นผิดจังหวะ

กลุ่มนี้รวมถึงหัวใจเต้นพริ้ว ซึ่งห้องบนของหัวใจเต้นรวดเร็วไม่เป็นจังหวะ ทำให้รู้สึกใจสั่น หัวใจแล่น แม้ตัวโรคไม่ได้ทำให้หัวใจหยุดเต้นทันที แต่ถ้าปล่อยไว้ เลือดในหัวใจส่วนที่เต้นผิดจังหวะจะก่อลิ่มเลือด ซึ่งอาจหลุดไปอุดตันสมองกลายเป็นโรคหลอดเลือดสมอง การรักษาเริ่มจากยาคุมจังหวะและยากลุ่มกันเกล็ดเลือดหรือตัวทำให้เลือดเจือจาง หากยาคุมไม่ได้ มีหัตถการ ablation ที่ใช้พลังงานจี้จุดไฟฟ้าที่ผิดปกติให้เป็นแผลเป็นและหยุดส่งสัญญาณผิดปรกติ

หัตถการยุคใหม่ที่น่าสนใจคือ PFA หรือการจี้ด้วยสนามพัลส์ไฟฟ้า ซึ่งเลือกทำลายเนื้อเยื่อหัวใจที่ผิดปกติอย่างจำเพาะโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง ลดความเสี่ยงต่อหลอดเลือดและเยื่อหุ้มหัวใจ อ่านรายละเอียดในบทความ หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาหายขาดด้วยเทคโนโลยี PFA และหากมีอาการใจสั่น หัวใจแล่นอยู่บ่อย ๆ เริ่มต้นได้จากบทความ ใจสั่นหัวใจเต้นพริ้ว สัญญาณเตือนภาวะเสี่ยง Stroke

โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ

ลิ้นเอออร์ติกเป็นประตูระหว่างหัวใจกับเอออร์ตา ทำหน้าที่เปิดให้เลือดออกจากหัวใจในจังหวะบีบตัวแล้วปิดสนิทไม่ให้ไหลย้อนกลับ เมื่อฝ่อแข็งและตีบจากอายุที่มากขึ้น หัวใจต้องออกแรงบีบมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกล้ามเนื้อหัวใจหนาและอ่อนแรงลง อาการคือเหนื่อยง่าย เป็นลม หายใจลำบาก และเจ็บหน้าอก

ทางรักษามาตรฐานคือการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้น แต่สำหรับผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายโรคและเสี่ยงต่อการผ่าตัดใหญ่ ปัจจุบันมี TAVI หรือการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนจากขาหนีบ โดยไม่ต้องเปิดหน้าอก ไม่ต้องหยุดหัวใจ ฟื้นตัวเร็ว อ่านวิธีทำ คัดเลือกผู้ป่วยอย่างไร และระยะพักฟื้นเป็นอย่างไร ในบทความ TAVI ใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน

ภาวะหัวใจล้มเหลว

หัวใจล้มเหลวไม่ได้แปลว่าหัวใจหยุดเต้น แต่หมายถึงกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถบีบตัวส่งเลือดได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ทั้งจากหลอดเลือดหัวใจตีบเรื้อรัง หัวใจเต้นผิดจังหวะนาน ๆ ลิ้นหัวใจรั่วหรือตีบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจโตจากความดันโลหิตสูง อาการสังเกตได้จากเหนื่อยง่าย บวมที่ขา น้ำหนักขึ้นเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ และหอบเวลานอนราบจนต้องหนุนหมอนสูง

การรักษาปัจจุบันมีทั้งยากลุ่มใหม่ที่ช่วยลดภาระและฟื้นฟูการทำงานของหัวใจ การคุมปัจจัยเสี่ยง อุปกรณ์ช่วยจังหวะหัวใจในบางกรณี และการจัดการเกลือกับน้ำ ผู้ป่วยจำนวนมากที่รักษาตามแผนอย่างสม่ำเสมอสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ จุดสำคัญคือการวินิจฉัยให้เร็ว เพราะยิ่งเริ่มรักษาเร็ว กล้ามเนื้อหัวใจยิ่งมีโอกาสฟื้นตัวได้มากขึ้น

ตรวจหัวใจ ตรวจอะไรบ้าง แล้วเริ่มจากไหน

การตรวจพื้นฐานที่ทำได้เร็วและไม่เจ็บคือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ใช้เวลาไม่กี่นาที เห็นจังหวะการนำไฟฟ้า ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และหัวใจโตบางรูปแบบ ขั้นถัดไปคือคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ ซึ่งใช้คลื่นอัลตราซาวด์ดูการบีบตัวของห้องหัวใจ การเปิดปิดของลิ้น และความดันในหัวใจ หากสงสัยหลอดเลือดหัวใจตีบ แพทย์อาจเริ่มด้วยการตรวจคลื่นเสียงความดันเลือดกับการออกกำลังกาย หรือ CT coronary calcium score ที่ให้ตัวเลขความเสี่ยงของหลอดเลือดภายในไม่กี่นาที

ในรายที่อาการชัดหรือผลตรวจคัดกรองผิดปกติ ขั้นสุดท้ายคือการสวนหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งฉีดสีเข้าไปดูความตีบตันได้ชัดเจน หากเจอจุดตีบก็สามารถขยายและใส่ขดลวดได้ในคราวเดียวกัน ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ อายุ 40 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติครอบครัว ควรพิจารณาตรวจคัดกรองแม้ยังไม่มีอาการ เพราะโรคหลอดเลือดหัวใจสะสมมานานเป็นสิบปีก่อนจะส่งสัญญาณแรก

ป้องกันโรคหัวใจ ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน

ข่าวดีคือโรคหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่ป้องกันได้ และหัวใจตอบสนองต่อการดูแลตัวเองเร็วกว่าที่คิด หลักการง่าย ๆ คือเลิกบุหรี่ถ้าสูบ คุมความดันและเบาหวานให้อยู่เป้า ลดอาหารรสจัดและไขมันทรานส์ เพิ่มผักผลไม้และปลา ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ และขยับร่างกายสม่ำเสมอ

เรื่องการออกกำลังกายมักถูกถามว่าต้องหนักแค่ไหนจึงจะได้ผล คำตอบคือความสม่ำเสมอสำคัญกว่าความหนัก การเดินเร็ว 30 นาทีวันละครั้ง ห้าถึงหกครั้งต่อสัปดาห์ให้ประโยชน์ชัดเจน สำหรับคนที่ชอบความท้าทายอย่างการแข่ง Hyrox หรือการฝึก HIIT หัวใจที่แข็งแรงคือเงื่อนไขพื้นฐาน จึงควรตรวจคัดกรองก่อนลงแข่งหรือเริ่มโปรแกรมหนัก อ่านเพิ่มใน Hyrox กับหัวใจ สิ่งที่ควรรู้ก่อนลงแข่ง และหากอยากฟื้นตัวไวขึ้นหลังแข่ง ดูได้ใน ร่างพังหลัง Hyrox ฟื้นตัวไวขึ้นด้วย HBOT

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โรคหัวใจมีอาการอย่างไร?

อาการแล้วแต่ชนิดของโรค กลุ่มหลอดเลือดหัวใจตีบมักมีเจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรง เหนื่อยง่าย หอบ กลุ่มหัวใจเต้นผิดจังหวะมีใจสั่น หัวใจแล่น เวียนศีรษะ ส่วนลิ้นหัวใจตีบมักเหนื่อยง่ายและเป็นลม ผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวานอาจมีอาการไม่ชัดหรือแทบไม่มีอาการเลย จึงควรพึ่งการตรวจคัดกรองประกอบ

โรคหัวใจรักษาหายได้ไหม?

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบควบคุมได้และเปิดช่องหลอดเลือดได้ด้วยลูกโป่งกับขดลวดค้ำยัน หัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดรักษาหายขาดได้ด้วยหัตถการ ablation โดยเฉพาะเทคโนโลยี PFA ลิ้นหัวใจเสื่อมรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหรือ TAVI และภาวะหัวใจล้มเหลวรักษาตามแผนแล้วคุมอาการได้ดี ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งมีทางเลือกมากและผลลัพธ์ดี

อาการเจ็บหน้าอกแบบไหนต้องรีบพบแพทย์?

รีบพบแพทย์ทันทีถ้าเจ็บแน่นกลางอกเหมือนถูกบีบรัดหรือมีน้ำหนักกดทับนานเกิน 15 นาที ร้าวไปคาง แขน หลัง ร่วมกับเหงื่อออก หน้ามืด หอบ หรืออาการดังกล่าวเกิดขณะพัก นี่อาจเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ซึ่งเวลาคือกล้ามเนื้อหัวใจ ยิ่งเปิดหลอดเลือดเร็วยิ่งลดความเสียหายได้มาก

ตรวจหัวใจที่ไหน ราคาเท่าไหร่?

คลื่นไฟฟ้าหัวใจ คลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ และการตรวจเลือดหัวใจทำได้ที่โรงพยาบาลทั่วไป ส่วน CT coronary calcium score และการสวนหลอดเลือดหัวใจทำที่ศูนย์หัวใจที่มีทีมอินเตอร์เวนชัน ที่รวมใจรักษ์มีศูนย์หัวใจและหลอดเลือดครบเครื่อง ทั้งแบบไม่แทรกแซงและแบบสวน สอบถามรายละเอียดค่าใช้จ่ายและจองคิวได้ที่ call center 1504

อายุเท่าไหร่ควรเริ่มตรวจหัวใจ?

ผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือวัยที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันสูง เบาหวาน ไขมันสูง สูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน หรือญาติสายตรงเป็นโรคหัวใจก่อนวัยอันควร ควรตรวจคัดกรองแม้ยังไม่มีอาการ ผู้ที่วางแผนเริ่มออกกำลังกายหนักหรือลงแข่งกีฬาท้าทาย ก็ควรคัดกรองก่อนเริม

โรคหัวใจป้องกันได้จริงไหม?

โรคหลอดเลือดหัวใจป้องกันได้เป็นส่วนใหญ่ด้วยการเลิกบุหรี่ คุมความดัน เบาหวาน ไขมันให้อยู่เป้า คุมน้ำหนัก ลดเค็มและไขมันทรานส์ ออกกำลังกายแอโรบิกสม่ำเสมอ และนอนพอ ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ควบคุมได้เองในชีวิตประจำวัน และผลของการเปลี่ยนพฤติกรรมเห็นได้ภายในไม่กี่เดือน

สรุป

โรคหัวใจเป็นชื่อรวมของหลายโรคที่เกิดกับอวัยวะเดียวกัน ทั้งหลอดเลือดหัวใจตีบตัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ ลิ้นหัวใจตีบ และภาวะหัวใจล้มเหลว อาการไม่จำเป็นต้องเป็นเจ็บหน้าอกอย่างเดียว เหนื่อยง่าย ใจสั่น เป็นลม หรือหอบเวลานอนราบ ล้วนอาจเป็นสัญญาณแรกที่ร่างกายส่งมา

ทุกวันนี้โรคหัวใจไม่ใช่ประโยคจบ การตรวจคัดกรองที่ทันสมัยช่วยพบโรคก่อนมีอาการ และทางเลือกการรักษาก็พัฒนาไปมาก ทั้งขดลวดค้ำยันรุ่นใหม่ เทคโนโลยีจี้หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วย PFA และลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน TAVI สำหรับผู้สูงอายุ จุดร่วมของทุกทางเลือกคือยิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีทางออกมาก หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการที่น่าสงสัย ที่ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ พร้อมตรวจ วางแผน และดูแลรักษาตั้งแต่ระยะคัดกรองจนถึงการรักษาเชิงลึก สอบถามและนัดหมายได้ที่ call center 1504 ครับ

นายแพทย์ นิวิธ กาลรา อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
นายแพทย์ นิวิธ กาลรา

อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด

ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลรวมใจรักษ์

สำเร็จการศึกษาแพทย์ศาสตรบัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ. 2551) จากนั้นเข้ารับการอบรมและฝึกอบรมอายุรศาสตร์ และสำเร็จอนุสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด (พ.ศ. 2558) ตามด้วยการอบรมหัตถการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบสวน (พ.ศ. 2563) โดยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการรักษาโรคหัวใจด้วยสายสวน รวมถึงการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน TAVI สำหรับผู้ป่วยลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ