อาการใจสั่น หัวใจเต้นแรง หรือเต้นรัวขึ้นมาแป๊บเดียวแล้วก็หายไปเอง เป็นสิ่งที่หลายคนมักปล่อยผ่าน คิดว่าไม่มีอะไร แต่ข้อมูลจากสมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศไทยกลับบอกเราว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ในไทยถึง 1 ใน 4 มีต้นเหตุมาจากภาวะ “หัวใจเต้นพริ้ว” หรือ AFib ซึ่งเป็นภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะจนเกิดลิ่มเลือด และเมื่อลิ่มเลือดนั้นหลุดลอยขึ้นไปอุดหลอดเลือดในสมอง Stroke ก็เกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว
“ใจสั่น” แปลว่าอะไร — และเมื่อไรต้องเริ่มกังวล?
ใจสั่น หรือ palpitation คือความรู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดไปจากปกติ ไม่ว่าจะเต้นแรง เต้นเร็ว เต้นช้า หรือเหมือนมีอะไรมากระตุกในอก อาการแบบนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อันตราย โดยเฉพาะถ้ามันมาจากคาเฟอีน ความเครียด หรือการออกกำลังกายหนัก
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้าใจสั่นเกิดขึ้น “ตอนที่กำลังพักผ่อน” เช่น นั่งดูทีวี นอนอ่านหนังสือ หรือขับรถอยู่เฉย ๆ แล้วมันหายไปเองใน 1-2 นาที นั่นอาจเป็นสัญญาณของ AFib (Atrial Fibrillation) หรือที่เรียกว่า “หัวใจเต้นพริ้ว” ภาวะที่หัวใจห้องบนเต้นรัวเร็วผิดจังหวะ จนเลือดบางส่วนไม่ถูกสูบฉีดออกไป แต่ค้างอยู่ในหัวใจและก่อตัวเป็น ลิ่มเลือด
ที่คลินิกเราเจอผู้ป่วยแบบนี้ไม่น้อย หลายคนมาพบแพทย์หลังจากมีอาการใจสั่นมาเป็นเดือน เพราะคิดว่า “เดี๋ยวก็หายเอง คงไม่เป็นไร” แต่พอตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจกลับพบว่าเป็น AFib มานานแล้ว และบางรายมีลิ่มเลือดในหัวใจเรียบร้อยแล้วด้วย นี่แหละคือความน่ากลัวของภาวะที่แทบไม่แสดงอาการชัดเจน
1 ใน 4 Stroke ในไทย มาจาก AFib — ตัวเลขที่ควรรู้
ลองมาดูข้อมูลจาก โรงพยาบาลรามาธิบดี และ สมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศไทย กัน:
- AFib พบประมาณ 0.36% ของประชากรไทย และยิ่งอายุมากยิ่งเจอบ่อย — ในกลุ่มอายุเกิน 60 ปีพบได้ถึง 3-5%
- ผู้ป่วย Stroke ในไทย 1 ใน 4 มีสาเหตุมาจาก AFib
- ผู้ที่เป็น AFib มี ความเสี่ยงเกิด Stroke สูงกว่าคนปกติถึง 5 เท่า
- Stroke ที่มาจาก AFib มักรุนแรงกว่า โดยเกือบ 50% ทำให้ผู้ป่วยพิการหรือเสียชีวิต
ตัวเลขพวกนี้ฟังดูน่ากลัว แต่ข่าวดีก็คือ ถ้าเรารู้เร็ว ตรวจเจอเร็ว และเริ่มรักษาได้ทัน ความเสี่ยงเหล่านี้ลดลงได้อย่างมาก
ใครที่ควรระวังเป็นพิเศษ?
AFib ไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้สูงอายุเท่านั้น แต่คนกลุ่มต่อไปนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป:
- อายุ 55 ปีขึ้นไป — ยิ่งอายุมากความเสี่ยงยิ่งเพิ่ม
- ความดันโลหิตสูง — เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของ AFib
- เบาหวาน — เพิ่มความเสี่ยง AFib ประมาณ 40%
- น้ำหนักตัวมาก / ภาวะอ้วน — ทำให้ความดันในหัวใจห้องบนสูงขึ้น
- นอนกรน — ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) สัมพันธ์กับ AFib สูงถึง 50%
- ดื่มแอลกอฮอล์หนัก — อาการใจสั่นหลังดื่มหนักที่เรียกว่า “Holiday Heart Syndrome”
- มีประวัติคนในครอบครัว — ถ้าพ่อแม่เป็น AFib ลูกก็เสี่ยงมากขึ้น
ถ้าคุณเข้าข่าย 2 ข้อขึ้นไป และเคยมีอาการใจสั่นมาก่อน แนะนำให้มาตรวจคัดกรองภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเอาไว้จะดีที่สุด
ตรวจ AFib ต้องตรวจอะไรบ้าง?
การตรวจหา AFib ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสม:
- ECG (คลื่นไฟฟ้าหัวใจ) — ตรวจได้เร็วภายใน 5 นาที แต่ถ้า AFib เป็นแบบมา ๆ หาย ๆ เป็นช่วง อาจตรวจไม่เจอ
- Holter Monitor 24 ชั่วโมง — เครื่องบันทึกคลื่นหัวใจต่อเนื่อง 24-72 ชั่วโมง จับ AFib ที่มาเป็นช่วง ๆ ได้แม่นยำกว่า
- Echocardiogram — อัลตราซาวด์หัวใจ เพื่อดูโครงสร้างและตรวจหาลิ่มเลือดในหัวใจ
- Smart Watch — Apple Watch และบางรุ่นมีฟังก์ชัน ECG คล้ายเครื่องแพทย์ สามารถแจ้งเตือนหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ แต่ ยังไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัย ต้องมายืนยันกับแพทย์อีกครั้งเสมอ
ถ้าเป็น AFib แล้วรักษายังไง?
การรักษา AFib มีหลายระดับ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและอาการของแต่ละคน:
1. การใช้ยา — เริ่มจากยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ร่วมกับยาควบคุมจังหวะและอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งเป็นทางเลือกแรกที่แพทย์มักจะเลือกใช้
2. การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Cardiac Ablation) — เมื่อยาไม่ได้ผลหรืออาการรบกวนชีวิตประจำวันมาก แพทย์จะใช้สายสวนเข้าไปจี้บริเวณที่หัวใจส่งสัญญาณไฟฟ้าผิดปกติ ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลายเทคโนโลยี:
- RFA (Radiofrequency Ablation) — จี้ด้วยความร้อน เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันมากที่สุด
- Cryoablation — จี้ด้วยความเย็น
- PFA (Pulsed Field Ablation) — เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด จี้ด้วยสนามไฟฟ้าพัลส์ ไม่ใช้ความร้อน จึงไม่ทำร้ายเนื้อเยื่อข้างเคียง เช่น หลอดอาหารและเส้นประสาท phrenic ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่พบได้ในวิธี RFA
PFA กำลังได้รับความสนใจในวงการแพทย์มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะจากงานวิจัยล่าสุดพบว่า PFA ให้อัตราการกลับมาเป็นซ้ำต่ำกว่า ฟื้นตัวได้เร็วกว่า RFA และยังไม่เพิ่มความเสี่ยงต่ออวัยวะข้างเคียงอีกด้วย
5 สัญญาณที่ต้องไปพบแพทย์ทันที
- ใจสั่นร่วมกับเวียนศีรษะ หน้ามืด — อาจเป็น AFib ที่กระทบต่อการไหลเวียนเลือด
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ — สัญญาณว่าหัวใจสูบเลือดได้ไม่เพียงพอ
- เจ็บหน้าอก — อาจมีภาวะหัวใจขาดเลือดร่วมด้วย
- ชาที่แขนขา หรือพูดลำบาก — เป็นอาการของ Stroke ต้องโทร 1669 ทันที
- หายใจไม่ออกเวลานอนราบ — อาจมีน้ำคั่งในปอด
ป้องกัน AFib เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้
- คุมความดันโลหิต — ตั้งเป้าให้ต่ำกว่า 130/80 mmHg
- ลดน้ำหนัก — ถ้า BMI เกิน 25 การลดลงสัก 10% ก็ช่วยลดความเสี่ยง AFib ได้มาก
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ — สัปดาห์ละ 150 นาที แต่ระวังอย่าหักโหมจนเกินไป
- ลดแอลกอฮอล์ — ไม่เกิน 1 แก้วต่อวัน หรือถ้าเลิกได้จะดีที่สุด
- รักษาภาวะนอนกรน — ใช้เครื่อง CPAP หากแพทย์แนะนำ
- ตรวจสุขภาพประจำปี — ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจทุกปีเมื่ออายุเกิน 40
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ใจสั่นบ่อยๆ เป็นอันตรายไหม?
ใจสั่นบ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณของหัวใจเต้นพริ้ว (AFib) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยง Stroke ถึง 5 เท่า ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) หรือ Holter Monitor 24 ชั่วโมง
AFib คืออะไร?
AFib (Atrial Fibrillation) คือภาวะหัวใจห้องบนเต้นแรงเร็วผิดจังหวะ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ปกติและอาจเกิดลิ่มเลือด หากลิ่มเลือดลอยไปอุดหลอดเลือดในสมองจะกลายเป็น Stroke
ตรวจ AFib ตรวจอะไรบ้าง?
การตรวจ AFib ได้แก่ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG), Holter Monitor 24 ชั่วโมง, Echocardiogram และการตรวจเลือด หากนาฬิกา Smart Watch แจ้งเตือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรมาตรวจยืนยันกับแพทย์
PFA รักษา AFib ได้ไหม?
PFA (Pulsed Field Ablation) เป็นเทคโนโลยีจี้ไฟฟ้าหัวใจด้วยสนามไฟฟ้าพัลส์ ไม่ใช้ความร้อน ไม่ทำร้ายเนื้อเยื่อข้างเคียง เป็นทางเลือกการรักษา AFib ที่ปลอดภัยกว่าวิธีเดิม อัตราการกลับมาเป็นซ้ำต่ำกว่ายาลดอัตราการเต้นหัวใจ
1 ใน 4 Stroke ในไทยมาจาก AFib จริงไหม?
จริง ข้อมูลจากโรงพยาบาลรามาธิบดีและสมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศไทยระบุว่า AFib พบได้ประมาณ 0.36% ของประชากรไทย และสัมพันธ์กับ Stroke ประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
“ใจสั่น” เพียงครั้งเดียวอาจดูไม่มีอะไร แต่ถ้าเบื้องหลังคือจังหวะของ AFib การรู้เร็วและตรวจเร็วนี่แหละคือกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยง Stroke ได้
อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด
ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลรวมใจรักษ์
สำเร็จการศึกษาแพทย์ศาสตรบัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ. 2551) จากนั้นเข้ารับการอบรมและฝึกอบรมอายุรศาสตร์ และสำเร็จอนุสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด (พ.ศ. 2558) ตามด้วยการอบรมหัตถการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบสวน (พ.ศ. 2563) โดยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการรักษาโรคหัวใจด้วยสายสวน รวมถึงการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน TAVI สำหรับผู้ป่วยลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ
ปรึกษาทีมแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ @สุขุมวิท 62
โทรนัดหมายหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Hotline: 1504
คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการด้านหัวใจของเรา
*คำเตือน: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที
อ้างอิง
- สมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศไทย — ข้อมูล AFib และ Stroke ในไทย, 2024
- โรงพยาบาลรามาธิบดี — ข้อมูลความชุกของ AFib ในประชากรไทย, 2024
- European Society of Cardiology (ESC) — AFib Guidelines, 2024
- Journal of the American College of Cardiology — PFA vs RFA Clinical Outcomes, 2024-2025
- American Heart Association (AHA) — AFib and Stroke Risk, 2025
