หลอดเลือดหัวใจตีบ: สาเหตุ อาการ และนวัตกรรมการรักษาที่แม่นยำ

12 มีนาคม 2026 •
Views
Ruamjairak Hospital
ผู้เขียน

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease – CAD) เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชากรทั่วโลกและในประเทศไทย [1] ภาวะนี้เปรียบเสมือนท่อน้ำที่มีตะกรันอุดตัน ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้เพียงพอ ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือหัวใจวายที่อันตรายถึงชีวิต

ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ ตระหนักถึงความสำคัญของการวินิจฉัยที่รวดเร็วและการรักษาที่ตรงจุด บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจถึงกลไกของโรค สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง และเทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบันที่ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง

หลอดเลือดหัวใจตีบคืออะไร?

หลอดเลือดหัวใจตีบ เกิดจากการสะสมของไขมัน (Plaque) แคลเซียม และเนื้อเยื่อพังผืดที่ผนังด้านในของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ กระบวนการนี้เรียกว่า “Atherosclerosis” [2] เมื่อรูของหลอดเลือดแคบลงเรื่อยๆ การไหลเวียนของเลือดที่มีออกซิเจนสูงไปยังกล้ามเนื้อหัวใจจะลดน้อยลง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการเลือดมาก เช่น ขณะออกกำลังกายหรือทำงานหนัก

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลอดเลือดอุดตัน

ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการตีบตันของหลอดเลือดสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก [3]:

ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้

  • อายุ: ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น
  • เพศ: ผู้ชายมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้หญิงในวัยก่อนหมดประจำเดือน
  • พันธุกรรม: มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแายุน้อย

ปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนได้ (และต้องควบคุม)

  • โรคประจำตัว: ความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, และไขมันในเลือดสูง
  • พฤติกรรม: การสูบบุหรี่ (ปัจจัยกระตุ้นสำคัญ), การขาดการออกกำลังกาย
  • ภาวะโภชนาการ: โรคอ้วน และการบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
  • ความเครียด: ส่งผลต่อความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจ

เช็กสัญญาณเตือน: อาการหลอดเลือดหัวใจตีบ

อาการสำคัญที่บ่งบอกว่าหัวใจของคุณเริ่มขาดเลือดคือ “อาการแน่นหน้าอก” (Angina Pectoris) ซึ่งมักมีลักษณะเฉพาะดังนี้:

  • รู้สึกเหมือนมีของหนักมากดทับ หรือถูกบีบรัดที่กลางอก
  • อาการอาจร้าวไปที่ไหล่ซ้าย แขนซ้าย กราม หรือคอ
  • มักเกิดขึ้นขณะออกกำลังกาย ตื่นเต้น หรือเครียด
  • อาการจะดีขึ้นเมื่อได้พัก หรืออมยาใต้ลิ้น

ความแตกต่างระหว่าง เจ็บหน้าอกเสถียร และ ไม่เสถียร

การแยกประเภทของอาการมีความสำคัญต่อการช่วยชีวิตเป็นอย่างมาก:

  1. Stable Angina (เจ็บหน้าอกแบบเสถียร): อาการจะเกิดขึ้นเมื่อออกแรงและหายไปเมื่อพัก ระยะเวลาสั้นและรูปแบบคงที่
  2. Unstable Angina (เจ็บหน้าอกแบบไม่เสถียร): อาการเกิดได้แม้ในขณะพัก เจ็บรุนแรงขึ้นและนานขึ้น นี่คือสัญญาณเตือนของ “หัวใจวายเฉียบพลัน” ที่ต้องมาโรงพยาบาลทันที [4]

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่

ที่โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ เราใช้เกณฑ์การตรวจที่เป็นสากลและแม่นยำสูง:

  • Exercise Stress Test (EST): ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะวิ่งสายพาน เพื่อดูการทำงานภายใต้สภาวะทำงานหนัก
  • Cardiac CT Scan (640-slice): การฉีดสีตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง เพื่อดูตำแหน่งการตีบและคราบหินปูน
  • Coronary Angiogram (CAG): การฉีดสีสวนหัวใจ ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) เพื่อดูตำแหน่งที่อุดตันอย่างชัดเจน

แนวทางการรักษา: ยา, บอลลูน หรือ บายพาส?

แพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาตามความรุนแรงและตำแหน่งที่ตีบ:

1. การรักษาด้วยยา

ใช้ในผู้ป่วยที่มีการตีบไม่มาก เพื่อลดการทำงานของหัวใจ ป้องกันลิ่มเลือด และลดระดับไขมัน

2. การทำบอลลูนและใส่ขดลวด (PCI)

เป็นการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด แพทย์จะสอดสายสวนเข้าไปและพองบอลลูนเพื่อขยายหลอดเลือด จากนั้นจะใส่ขดลวด (Stent) เพื่อค้ำยันไม่ให้หลอดเลือดกลับมาตีบซ้ำ [5]

3. การผ่าตัดบายพาส (CABG)

ใช้ในกรณีที่มีการตีบหลายเส้นหรือตำแหน่งสำคัญ แพทย์จะนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาทำ “ทางเบี่ยง” เพื่อให้เลือดข้ามจุดที่อุดตันไปเลี้ยงหัวใจได้

การดูแลตัวเองและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

การรักษาไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม จะไม่ได้ผลยั่งยืนหากไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม:

  • งดสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด: เพราะสารพิษในบุหรี่ทำให้ผนังหลอดเลือดอักเสบ
  • ควบคุมอาหาร: เน้นอาหารที่มีกากใยสูง (Dash Diet) และเลี่ยงไขมันทรานส์
  • ออกกำลังกายตามคำแนะนำ: โดยมักแนะนำให้เดินเร็วอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • มาพบแพทย์ตามนัด: เพื่อติดตามผลการทำงานของหัวใจและปรับยา

คำถามที่พบบ่อย

หลอดเลือดหัวใจตีบรักษาหายไหม?

เราสามารถรักษาให้หัวใจกลับมาทำงานปกติและไม่มีอาการได้ แต่ผู้ป่วยต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงไปตลอดชีวิตเพื่อไม่ให้เกิดจุดตีบใหม่

ถ้าเคยทำบอลลูนแล้ว จะต้องทำบายพาสอีกไหม?

หากดูแลตัวเองไม่ดี หรือมีการตีบเพิ่มในตำแหน่งที่ทำบอลลูนไม่ได้ แพทย์อาจพิจารณาการทำบายพาสในภายหลัง

ยาอมใต้ลิ้นควรใช้ตอนไหน?

ใช้เมื่อมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเท่านั้น หากอมแล้ว 1 เม็ดไม่ดีขึ้นภายใน 5 นาที ให้รีบพบแพทย์ทันที

การฉีดสีหัวใจเจ็บไหม?

จะรู้สึกเจ็บเล็กน้อยเพียงตอนฉีดยาชาที่ข้อมือหรือขาหนีบ หลังจากนั้นกระบวนการส่วนใหญ่จะไม่เจ็บปวด

ทำไมต้องรักษาที่โรงพยาบาลรวมใจรักษ์?

เรามีศูนย์หัวใจที่พร้อมด้วยห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ (Cath Lab) ทันสมัย และทีมศัลยแพทย์ทรวงอกที่เชี่ยวชาญการผ่าตัดบายพาส พร้อมดูแล 24 ชั่วโมง

สรุป

หลอดเลือดหัวใจตีบ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และความรุนแรงของโรคสามารถลดลงได้หากเราตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ การหมั่นเช็กสัญญาณเตือนและการควบคุมปัจจัยเสี่ยงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้หัวใจของคุณแข็งแรง

หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงหรือเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ พร้อมให้คำปรึกษาและรักษาด้วยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อให้คุณได้มี “หัวใจ” ที่เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง


ติดต่อสอบถามหรือนัดหมายแพทย์:

  • ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ @สุขุมวิท 62
  • โทร: 1054
  • LINE: @ruamjairak


References

  1. กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค. (2567). สถิติสาธารณสุขและสถานการณ์โรคหัวใจขาดเลือด. https://ddc.moph.go.th
  2. National Heart, Lung, and Blood Institute (NHLBI). (2024). What Is Coronary Heart Disease?. https://www.nhlbi.nih.gov
  3. Mayo Clinic. (2025). Coronary artery disease – Symptoms and causes. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/coronary-artery-disease/symptoms-causes/syc-20350613
  4. American Heart Association (AHA). (2024). Unstable Angina. https://www.heart.org
  5. National Institutes of Health (NIH). (2024). Percutaneous Coronary Intervention (PCI). https://www.ncbi.nlm.nih.gov

คลินิกและศูนย์การรักษา