หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาหายขาดด้วยเทคโนโลยี PFA

1 กันยายน 2026 •
Views
Ruamjairak Hospital
ผู้เขียน

หลายคนที่เป็นหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่าง AFib หรือหัวใจเต้นพริ้ว มักคิดว่าต้องกินยาคุมอาการไปตลอดชีวิต แต่ทุกวันนี้การแพทย์ก้าวไปไกลกว่านั้นมาก ด้วยเทคโนโลยี PFA (Pulsed Field Ablation) ที่จี้กลุ่มเซลล์ต้นเหตุได้ตรงจุด โดยใช้สนามไฟฟ้าพัลส์แทนความร้อน จึงรักษาได้ทั้งแม่นยำและปลอดภัยกว่าวิธีเดิม

PFA คืออะไร?

PFA หรือ Pulsed Field Ablation คือเทคโนโลยีจี้ไฟฟ้าหัวใจรุ่นล่าสุด ทำงานด้วยการส่ง สนามไฟฟ้าพัลส์ความเร็วสูง เข้าไปทำลายกลุ่มเซลล์หัวใจที่ปล่อยสัญญาณผิดจังหวะ เพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติอีกครั้ง

จุดที่ทำให้ PFA พิเศษกว่าใครคือมันเลือกทำลายเฉพาะเซลล์หัวใจเท่านั้น (Selective Tissue Ablation) โดยไม่แตะต้องเนื้อเยื่อข้างเคียงอย่างหลอดอาหาร เส้นประสาท phrenic หรือเส้นเลือด ซึ่งตรงนี้แหละที่เคยเป็นความเสี่ยงหลักของวิธีเดิมที่ต้องพึ่งความร้อนหรือความเย็น

สำหรับเทคโนโลยี PFA ที่เข้ามาในไทยช่วงปี 2025-2026 มีอยู่หลายตัว ได้แก่ FARAPULSE (Boston Scientific), PulseSelect (Medtronic) และ VARIPULSE (Biosense Webster) ทั้งหมดผ่านการรับรองจาก FDA และมีใช้แล้วในโรงพยาบาลชั้นนำของบ้านเรา

PFA ต่างจาก RFA และ Cryo อย่างไร?

การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Cardiac Ablation) มีอยู่ 3 เทคโนโลยีหลัก ต่างกันตรงวิธีสร้างบาดแผลที่จุดจี้ ลองดูตารางเปรียบเทียบกัน:

เทคโนโลยี กลไก ผลต่อเนื้อเยื่อข้างเคียง ฟื้นตัว
PFA (Pulsed Field) สนามไฟฟ้าพัลส์ ไม่ทำลาย — เลือกเฉพาะเซลล์หัวใจ เร็ว (3-5 วัน)
RFA (Radiofrequency) ความร้อน (50-70°C) อาจทำลายหลอดอาหาร เส้นประสาท phrenic ปานกลาง (1-2 สัปดาห์)
Cryo (Cryoablation) ความเย็น (-40°C ถึง -80°C) อาจทำลายเส้นประสาท phrenic ปานกลาง (1-2 สัปดาห์)

หัวใจสำคัญของ PFA อยู่ที่ Tissue Selectivity คือสนามไฟฟ้าพัลส์ถูกออกแบบมาให้ทำลายเฉพาะเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เพราะเซลล์หัวใจมีความไวต่อสนามไฟฟ้าไม่เหมือนเนื้อเยื่อชนิดอื่น ต่างจาก RFA ที่ใช้ความร้อน ซึ่งความร้อนพวกนี้ลุกลามไปทำลายทุกอย่างที่อยู่รอบ ๆ ได้

ข้อดีของ PFA: ทำไมจึงเรียกว่า “Game Changer”

  • ไม่ทำลายหลอดอาหาร — ภาวะแทรกซ้อนที่น่ากลัวที่สุดของ RFA คือ Atrioesophageal Fistula (รูรั่วเชื่อมระหว่างหัวใจกับหลอดอาหาร) ซึ่ง PFA ตัดปัญหานี้ออกไปได้เลย
  • ไม่ทำลายเส้นประสาท phrenic — เส้นประสาทที่คุมการหายใจ หากโดน RFA หรือ Cryo ทำลาย อาจทำให้กะบังลมอ่อนแรงชั่วคราวได้
  • เร็วกว่า — จี้แต่ละจุดใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาที ในขณะที่ RFA ต้องใช้ถึง 30-60 วินาทีต่อจุด
  • ฟื้นตัวไว — กลับบ้านได้ในวันเดียวหรือค้างแค่คืนเดียว แล้วกลับไปทำงานได้ใน 3-5 วัน
  • ความสำเร็จสูง — งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า PFA มีอัตราการกลับมาเป็นซ้ำต่ำกว่า และผลลัพธ์ก็คงที่ในระยะยาว

ใครเหมาะกับ PFA?

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจให้คำปรึกษาผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะเกี่ยวกับการรักษาด้วยเทคโนโลยี PFA

PFA เหมาะกับผู้ป่วยหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เข้าเงื่อนไขต่อไปนี้:

  1. ผู้ป่วย AFib (หัวใจเต้นพริ้ว) — ทั้งแบบเป็นเป็นช่วง ๆ (Paroxysmal) และแบบเป็นต่อเนื่อง (Persistent) ที่กินยาคุมแล้วไม่ดีขึ้น หรือทนผลข้างเคียงของยาไม่ไหว
  2. ผู้ที่เคยทำ RFA แล้วกลับมาเป็นซ้ำ — PFA เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับกรณีที่รักษาด้วยวิธีเดิมไปแล้วแต่ยังไม่หาย
  3. ผู้ที่เสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อนจาก RFA — เช่น คนที่มีหลอดอาหารอยู่ใกล้ผนังหัวใจห้องบนมากผิดปกติ
  4. ผู้ที่อยากฟื้นตัวเร็ว — เหมาะกับคนที่หยุดงานนาน ๆ ไม่ได้

ขั้นตอนการทำ PFA

PFA เป็นหัตถการแบบใช้สายสวนหัวใจ (Catheter-based) ที่แม่นยำมาก และดีตรงที่ไม่ต้องผ่าตัดเปิดทรวงอก:

  1. เตรียมความพร้อม — ผู้ป่วยได้รับยาสลบเล็กน้อย (Sedation) โดยไม่ต้องดมยาสลบ
  2. สอดสายสวน — แพทย์เจาะเส้นเลือดที่ขาหนีบ แล้วสอดสายสวนขึ้นไปที่หัวใจห้องบน
  3. Mapping — ใช้ระบบ 3D Mapping ที่แม่นยำ ระบุตำแหน่งกลุ่มเซลล์ที่ปล่อยสัญญาณผิดจังหวะ
  4. PFA Delivery — ส่งสนามไฟฟ้าพัลส์เข้าจี้กลุ่มเซลล์ที่หาเจอ ใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีต่อจุด
  5. ตรวจสอบผล — แพทย์เช็กว่าสัญญาณผิดจังหวะหายไปเรียบร้อยแล้ว
  6. ถอดสายสวน — ปิดแผลที่ขาหนีบด้วยผ้า ไม่ต้องเย็บ

รวมแล้วใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1-2 ชั่วโมง ผู้ป่วยค้างคืนเดียวเพื่อดูอาการ แล้วกลับบ้านได้ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

ฟื้นตัวหลัง PFA

ระยะเวลา สิ่งที่คาดหวัง
วันที่ 1-2 พักที่โรงพยาบาล สังเกตอาการ แผลที่ขาหนีบเริ่มหาย
สัปดาห์ที่ 1 กลับบ้านได้ หลีกเลี่ยงยกของหนักและออกกำลังกายหนัก อาจรู้สึกเหนื่อยง่ายเล็กน้อยซึ่งเป็นเรื่องปกติ
สัปดาห์ที่ 2-4 กลับไปทำงานได้ตามปกติ ออกกำลังกายเบา ๆ ได้ แพทย์นัดตรวจ ECG เพื่อยืนยันผล
เดือนที่ 3 ฟื้นตัวเต็มที่ กลับไปออกกำลังกายเต็มรูปแบบได้ แพทย์อาจปรับลดยา

อาการที่เจอได้ในช่วงแรก (ภายใน 2-3 สัปดาห์แรก):

  • ใจสั่นเล็กน้อย — ในช่วงฟื้นตัว (Blanking Period) หัวใจอาจยังเต้นผิดจังหวะอยู่บ้าง เพราะเนื้อเยื่อกำลังสมานตัว ถือเป็นเรื่องปกติและมักหายไปเอง
  • เจ็บบริเวณแผลขาหนีบ — รู้สึกตึง ๆ นิดหน่อย โดยทั่วไปหายได้ใน 3-5 วัน
  • เหนื่อยง่าย — หัวใจกำลังปรับตัว ช่วงนี้ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

ผลข้างเคียงและความเสี่ยง

เมื่อเทียบกับ RFA และ Cryo แล้ว PFA ปลอดภัยกว่าอย่างเห็นได้ชัด:

  • ความเสี่ยงต่อหลอดอาหาร — เกือบเป็นศูนย์ (เทียบกับ RFA ที่มีความเสี่ยง 0.1-0.5%)
  • ความเสี่ยงต่อเส้นประสาท phrenic — ต่ำกว่า Cryo มาก
  • เลือดออกที่จุดเจาะ — เป็นความเสี่ยงทั่วไปของการสวนหัวใจ ซึ่งควบคุมได้
  • หลอดเลือดดำอุดตัน — เสี่ยงพอ ๆ กับการสวนหัวใจทุกชนิด แพทย์จะให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดไว้ป้องกัน

งานวิจัย ADVENT Trial (2024) ที่เอา PFA มาเทียบกับ RFA ในผู้ป่วย AFib พบว่า PFA ให้ผลการรักษาไม่ด้อยไปกว่า RFA เลย แถมยังมีความเสี่ยงต่ออวัยวะข้างเคียงต่ำกว่าอย่างชัดเจนอีกด้วย

Key Takeaways

  1. PFA ใช้สนามไฟฟ้าพัลส์ ไม่ใช้ความร้อนหรือความเย็น เลือกทำลายเฉพาะเซลล์หัวใจ
  2. ไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง อย่างหลอดอาหารและเส้นประสาท phrenic ซึ่งเป็นปัญหาหลักของ RFA
  3. ฟื้นตัวเร็ว — กลับบ้านได้ใน 24 ชั่วโมง กลับไปทำงานได้ใน 3-5 วัน
  4. เหมาะสำหรับผู้ป่วย AFib ที่ยาไม่ได้ผล เคยทำ RFA แล้วกลับเป็นซ้ำ หรือมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
  5. เทคโนโลยีพร้อมใช้ในไทยแล้ว — FARAPULSE, PulseSelect, VARIPULSE เปิดตัวในไทยช่วงปี 2025-2026

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

PFA คืออะไร?

PFA (Pulsed Field Ablation) คือเทคโนโลยีจี้ไฟฟ้าหัวใจรุ่นใหม่ที่ใช้สนามไฟฟ้าพัลส์ในการรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น AFib โดยไม่ใช้ความร้อนหรือความเย็น ทำให้ไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียง เช่น หลอดอาหารและเส้นประสาท phrenic

PFA ต่างจาก RFA ยังไง?

RFA ใช้ความร้อนทำลายเนื้อเยื่อ ซึ่งอาจทำลายอวัยวะข้างเคียง เช่น หลอดอาหาร ขณะที่ PFA ใช้สนามไฟฟ้าพัลส์ที่เลือกทำลายเฉพาะเซลล์หัวใจ ไม่ทำร้ายเนื้อเยื่ออื่น ปลอดภัยกว่าและฟื้นตัวเร็วกว่า

PFA ใช้เวลาทำนานเท่าไหร่?

PFA ใช้เวลาทำหัตถการประมาณ 1-2 ชั่วโมง ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาแบบค้างคืน 1 คืน และสามารถกลับบ้านได้ภายใน 24 ชั่วโมง กลับไปทำงานได้ภายใน 3-5 วัน

ใครเหมาะกับ PFA?

PFA เหมาะสำหรับผู้ป่วย AFib ที่ใช้ยาควบคุมแล้วไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียงจากยา รวมถึงผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจาก RFA

PFA อันตรายไหม มีผลข้างเคียงไหม?

PFA มีความปลอดภัยสูงเมื่อเทียบกับ RFA เพราะไม่ใช้ความร้อน ความเสี่ยงต่อหลอดอาหารและเส้นประสาท phrenic ต่ำกว่ามาก ผลข้างเคียงส่วนใหญ่เป็นเพียงการรบกวนจากแผลที่ขาหนีบซึ่งหายได้ภายในไม่กี่วัน

นายแพทย์ นิวิธ กาลรา อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด
นายแพทย์ นิวิธ กาลรา

อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด

ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลรวมใจรักษ์

สำเร็จการศึกษาแพทย์ศาสตรบัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ. 2551) จากนั้นเข้ารับการอบรมและฝึกอบรมอายุรศาสตร์ และสำเร็จอนุสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด (พ.ศ. 2558) ตามด้วยการอบรมหัตถการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบสวน (พ.ศ. 2563) โดยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการรักษาโรคหัวใจด้วยสายสวน รวมถึงการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน TAVI สำหรับผู้ป่วยลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ

ถ้าคุณมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ ใจสั่น หรือสงสัยว่า PFA เหมาะกับตัวเองหรือเปล่า แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Electrophysiology เพื่อประเมินอาการและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ @สุขุมวิท 62
โทรนัดหมายหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Hotline: 1504
คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการด้านหัวใจของเรา

*คำเตือน: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที

อ้างอิง

  • ADVENT Trial — PFA vs RFA for AFib, New England Journal of Medicine, 2024
  • European Heart Rhythm Association (EHRA) — PFA Consensus Statement, 2024
  • Heart Rhythm Society (HRS) — PFA Expert Consensus, 2025
  • FDA — Premarket Approval for FARAPULSE / PulseSelect / VARIPULSE, 2024-2025
  • American Heart Association (AHA) — AFib Management Guidelines, 2025
  • Boston Scientific / Medtronic / Biosense Webster — PFA Clinical Data, 2024-2025