พูดง่ายๆ หินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจ ก็คือไขมันที่เคยสะสมอยู่ในผนังหลอดเลือด ค่อยๆ เปลี่ยนจาก “คราบนิ่ม” กลายเป็น “แผ่นแข็ง” จนผนังหลอดเลือดหมดความยืดหยุ่น พอถึงเวลาที่ต้องรักษาด้วยการใส่ขดลวด (Stent) บางทีมันกลับสอดเข้าไม่ได้ เพราะหินปูนขวางอยู่ นี่แหละคือเหตุผลที่ผู้ป่วยหลายคนได้ยินหมอบอกว่า “ใส่ขดลวดไม่ได้ ต้องใช้วิธีอื่นแล้ว”
หินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจ คืออะไร?
ปกติหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery) จะมีผนังที่นุ่มและยืดหยุ่น ขยายตัวได้เวลาหัวใจต้องการเลือดเพิ่ม อย่างตอนออกกำลังกายหรือเครียด แต่พอมี ไขมันและคอเลสเตอรอล สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดนานเข้าหลายปี ร่างกายก็จะส่ง แคลเซียม มาเคลือบไขมันพวกนั้นไว้ กลายเป็น “แผ่นปูน” (Calcified Plaque) ที่แข็งและไม่ยอมยืดหยุ่นตาม
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน แต่ค่อยๆ สะสมกันมานาน 10-20 ปี ช่วงแรกๆ มักไม่มีอาการอะไรเลย แต่พอหินปูนเริ่มมากขึ้น ผนังหลอดเลือดก็จะตีบ แข็ง และเปราะลงเรื่อยๆ สุดท้ายเลือดไหลผ่านได้น้อยลง หัวใจขาดเลือด แล้วก็เริ่มเจ็บหน้าอกเวลาออกแรง
ตรงนี้แหละคือความต่างสำคัญระหว่าง “หลอดเลือดตีบแบบไขมันอย่างเดียว” กับ “หลอดเลือดหัวใจตีบแข็งจากหินปูน” — เพราะแบบหลังนอกจากจะตีบแล้ว ยังไปขวางวิธีรักษามาตรฐานอย่างการใส่ขดลวดได้อีกด้วย
ระยะของการสะสมหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ
การสะสมหินปูนไม่ได้เท่ากันทุกคน มันค่อยๆ พัฒนาไปเป็นระยะๆ ซึ่งแพทย์แบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก:
| ระยะ | ลักษณะผนังหลอดเลือด | ผลต่อการรักษา |
|---|---|---|
| เบื้องต้น | มีไขมันสะสมเล็กน้อย มีจุดแคลเซียมเริ่มต้น ผนังยังยืดหยุ่นพอสมควร | รักษาด้วยยา + ปรับพฤติกรรม หรือใส่ขดลวดได้ตามปกติ |
| ปานกลาง | แผ่นปูนชัดเจนขึ้น ผนังเริ่มแข็ง ตีบปานกลาง | อาจใส่ขดลวดได้แต่ต้องเตรียมผนังก่อน บางเคสต้องใช้บอลลูนพิเศษ |
| รุนแรง | แผ่นปูนหนาแน่น ผนังแข็งและเปราะ ตีบมาก ไม่ยืดหยุ่น | บอลลูนพองไม่ได้เต็มที่ ขดลวดใส่ไม่เข้า ต้องใช้เทคนิคสลายหินปูนก่อน หรือผ่าตัด Bypass |
ส่วนวิธีดูว่าหินปูนหนาแน่นแค่ไหนก็มีหลายแบบ เช่น CT Coronary Calcium Score ที่ให้ค่าคะแนนตั้งแต่ 0 ไปจนถึง 400+ (ยิ่งสูงยิ่งหนาแน่น) และในตอนสวนหลอดเลือดจริง แพทย์อาจใช้ IVUS หรือ OCT (อัลตราซาวด์หรือแสงความละเอียดสูงส่องเข้าไปในหลอดเลือด) เพื่อดูลักษณะหินปูนแบบใกล้ชิดก่อนตัดสินใจว่าจะรักษาด้วยวิธีไหน
อาการที่บอกว่า “หินปูน” กำลังกีดขวางเลือด
ช่วงแรกมักไม่มีอาการ แต่พอหินปูนสะสมมากจนเลือดไหลผ่านไม่พอ โดยเฉพาะตอนที่หัวใจต้องการเลือดเพิ่ม ก็จะเริ่มมีสัญญาณเตือนแบบนี้:
- เจ็บ/แน่น/เสียวหน้าอกเวลาออกแรง — พวกขึ้นบันได เดินเร็ว ยกของหนัก แล้วพอพักก็หาย (นี่คือลักษณะของ Angina)
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ — เดินได้ไม่ไกลเท่าเดิม ต้องหยุดพักบ่อยขึ้น
- หายใจไม่ออก — โดยเฉพาะเวลานอนราบ ต้องนั่งหรือหนุนหมอนสูงถึงจะสบาย
- เจ็บลามไปแขนซ้าย คอ หรือกราม — เป็นสัญญาณของหัวใจขาดเลือด
- เวียนศีรษะ เป็นลมง่าย — เพราะหัวใจสูบเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ
⚠️ ฉุกเฉิน: ถ้าเจ็บหน้าอกต่อเนื่องเกิน 15 นาที เหงื่อแตก หายใจไม่ออก โทร 1669 ทันที — เพราะอาจเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
“ขดลวดใส่ไม่เข้า” — ทำไมหินปูนทำให้ใส่ Stent ไม่ได้?
การใส่ขดลวด (Stent) คือวิธีรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบแบบมาตรฐาน แพทย์จะสอดสายสวนเข้าไปในหลอดเลือด ใช้บอลลูนพองเปิดจุดที่ตีบ แล้ววางขดลวดโลหะเคลือบยาไว้เพื่อค้ำให้หลอดเลือดเปิดอยู่
แต่พอผนังหลอดเลือดเต็มไปด้วย หินปูน ปัญหาก็ตามมาเป็นชุด:
- บอลลูนพองไม่ได้ — หินปูนแข็งพอๆ กับกระดูก บอลลูนที่ใช้ขยายเลยพองไม่ได้เต็มที่ หรืออาจแตกได้ถ้าฝืนดัน
- ขดลวดสอดไม่เข้า — ขดลวดต้องการพื้นที่กว้างระดับหนึ่งถึงจะกางออกได้เต็ม ถ้าหินปูนขวางอยู่ ขดลวดก็จะกางไม่ครบ ทรงเบี้ยว หรือสอดเข้าไปไม่ได้เลย
- เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน — ถ้าฝืนขยายหลอดเลือดที่แข็งมากๆ อาจทำให้ผนังหลอดเลือดฉีกขาด (Coronary Perforation) หรือเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้
ด้วยเหตุนี้ พอแพทย์เจอว่าหินปูนหนาเกินไป ก็จำเป็นต้องใช้วิธีอื่น “เตรียมผนังหลอดเลือด” ให้พร้อมก่อน ถึงจะใส่ขดลวดได้ — หรือไม่ก็เปลี่ยนไปใช้การผ่าตัดแทน
ทางเลือกเมื่อขดลวดใส่ไม่ได้
เมื่อเจอหินปูนหนาจนขดลวดใส่ไม่ได้ แพทย์ยังมีทางเลือกอีก 3 วิธีหลัก ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของหินปูน:
| วิธี | หลักการ | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| IVL (Intravascular Lithotripsy) | ใช้คลื่นเสียงช็อก (Shockwave) ส่งผ่านสายสวนเข้าไปในหลอดเลือด ทำให้หินปูนแตกเป็นชิ้นเล็กๆ ภายในผนังหลอดเลือด แล้วจึงขยายและใส่ขดลวดได้ | หินปูนปานกลางถึงรุนแรงที่กระจายตัวในหลอดเลือด |
| Rotablator | ใช้หัวเจาะเพชรหมุนความเร็วสูง (ประมาณ 150,000-190,000 รอบ/นาที) ขูดหินปูนออกเป็นฝุ่นเล็กๆ ที่ร่างกายดูดซับได้ | หินปูนเป็นก้อนหนาแน่นเฉพาะจุด หลอดเลือดเล็ก |
| Coronary Bypass Surgery | ผ่าตัดเปิดทางเลือกเลือดใหม่ โดยนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาต่อข้ามบริเวณที่ตีบ | หินปูนรุนแรงหลายเส้น หรือเคสที่สวนหลอดเลือดเสี่ยงสูง |

IVL — เทคโนโลยีที่เปลี่ยนมาตรฐานการรักษา
สมัยก่อน พอเจอหินปูนหนาจนขดลวดใส่ไม่ได้ ทางเลือกก็มักจำกัดอยู่แค่ Rotablator (ซึ่งบางเคสก็เสี่ยงสูง) หรือไม่ก็ผ่าตัดใหญ่ไปเลย แต่ทุกวันนี้ IVL (Intravascular Lithotripsy) กลายมาเป็นทางเลือกใหม่ที่แพทย์หัวใจแทรกแซงนิยมใช้กันมากขึ้น
หลักการของ IVL คือส่ง คลื่นเสียงช็อก (Shockwave) ผ่านสายสวนพิเศษเข้าไปในหลอดเลือดที่มีหินปูน คลื่นเสียงจะทำให้หินปูนแตกเป็นชิ้นเล็กๆ โดยไม่ไปทำลายผนังหลอดเลือด จากนั้นแพทย์ก็ขยายบอลลูนและใส่ขดลวดได้ตามปกติ — ผลก็คือผู้ป่วยหลายคนที่เดิมต้องผ่าตัดใหญ่ กลับมารักษาด้วยการสวนหลอดเลือดแทนได้
แต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนว่า IVL ไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับทุกเคส แพทย์จะดูควบคู่กับวิธีอื่นอย่าง Rotablator หรือบอลลูนพิเศษ ตามความเหมาะสมของแต่ละราย เพราะสุดท้ายแล้วการตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและลักษณะของหินปูนที่เจอจริงในห้องสวนหลอดเลือด
ใครควรปรึกษาแพทย์หัวใจ?
ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มพวกนี้ ลองพิจารณาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจและหลอดเลือดดู:
- อายุ 50 ปีขึ้นไป ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
- มีอาการเจ็บหน้าอกเวลาออกแรง แล้วพอพักก็หาย
- เคยถูกหมอบอกว่า “ขดลวดใส่ไม่ได้” หรือต้องผ่าตัดใหญ่ แล้วอยากรู้ว่ามีทางเลือกอื่นไหม
- มีผล CT Coronary Calcium Score สูง (100 ขึ้นไป)
- ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวหลายอย่าง และกังวลเรื่องความเสี่ยงของการผ่าตัดใหญ่
- สูบบุหรี่มานาน หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
สรุป
- หินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจ คือผลของการสะสมไขมันนานปีจนแข็งเป็นแผ่นปูน ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งและเปราะ
- ระยะของหินปูน แบ่งเป็น เบื้องต้น → ปานกลาง → รุนแรง ยิ่งรุนแรง ยิ่งทำให้การใส่ขดลวดยากขึ้น
- “ขดลวดใส่ไม่เข้า” เกิดจากหินปูนแข็งกีดขวาง ทำให้บอลลูนพองไม่ได้และขดลวดกางไม่เต็ม
- ทางเลือกเมื่อขดลวดใส่ไม่ได้ มี 3 ทาง — IVL (คลื่นเสียงช็อก), Rotablator (หัวเจาะหมุน), และ Bypass (ผ่าตัด)
- IVL เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยสลายหินปูนก่อนใส่ขดลวด ลดความจำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ในหลายเคส
- ควรปรึกษาแพทย์ หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการบ่งชี้ เพื่อประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
หินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจ คืออะไร?
หินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจคือภาวะที่ไขมันและคอเลสเตอรอลสะสมในผนังหลอดเลือดหัวใจเป็นเวลานานหลายปี จนร่างกายสร้างแคลเซียมมาเคลือบและแข็งตัวเป็นแผ่นปูน (Calcified Plaque) ทำให้หลอดเลือดตีบ แข็ง และไม่ยืดหยุ่น เลือดไหลผ่านได้น้อยลง
ทำไมหินปูนในหลอดเลือดหัวใจทำให้ใส่ขดลวด (Stent) ไม่ได้?
เพราะหินปูนเป็นแผ่นแข็งที่ไม่ยืดหยุ่น บอลลูนที่ใช้ขยายหลอดเลือดจะพองไม่ได้เต็มที่ ทำให้ขดลวดที่ต้องการขนาดความกว้างที่แน่นอนสอดเข้าไปไม่ได้ หรือขยายไม่เต็มที่ เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน
ถ้าใส่ขดลวดไม่ได้ ทำไงดี?
แพทย์มีทางเลือกอื่น เช่น IVL (Intravascular Lithotripsy) ที่ใช้คลื่นเสียงช็อกสลายหินปูนก่อนใส่ขดลวด, Rotablator ที่ใช้หัวเจาะหมุนความเร็วสูงขูดหินปูนออก หรือผ่าตัด Bypass ในรายที่ความเสี่ยงสูง แพทย์จะประเมินเคสแต่ละรายเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด
หินปูนในหลอดเลือด รักษายังไง?
ขึ้นกับระยะของหินปูน ในระยะเริ่มต้นใช้ยาและปรับพฤติกรรม ในระยะปานกลางอาจใส่ขดลวดได้ ในระยะรุนแรงที่หินปูนหนาแน่นจนขดลวดใส่ไม่เข้า จะต้องใช้เทคนิคพิเศษ เช่น IVL หรือ Rotablator เพื่อเตรียมผนังหลอดเลือดก่อน หรือผ่าตัด Bypass ในบางกรณี
อาการที่บอกว่าหินปูนกำลังกีดขวางเลือดคืออะไร?
อาการเจ็บ/แน่นหน้าอกเวลาออกแรงแล้วหายเมื่อพัก เหนื่อยง่าย หายใจไม่ออก หรือเจ็บลามไปแขนซ้าย คอ หรือกราม เป็นสัญญาณของหัวใจขาดเลือด หากเจ็บหน้าอกต่อเนื่องเกิน 15 นาที ควรโทร 1669 ทันที
ถ้าคุณเคยถูกวินิจฉัยว่ามีหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ หรือเคยได้ยินหมอบอกว่า “ขดลวดใส่ไม่ได้” การไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านการแทรกแซงหลอดเลือดหัวใจ (Interventional Cardiologist) จะช่วยให้คุณรู้ว่ามีทางเลือกไหนบ้างที่เหมาะกับสภาพหลอดเลือดของคุณจริงๆ
อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด
ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลรวมใจรักษ์
สำเร็จการศึกษาแพทย์ศาสตรบัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล (พ.ศ. 2551) จากนั้นเข้ารับการอบรมและฝึกอบรมอายุรศาสตร์ และสำเร็จอนุสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจและหลอดเลือด (พ.ศ. 2558) ตามด้วยการอบรมหัตถการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดแบบสวน (พ.ศ. 2563) โดยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการรักษาโรคหัวใจด้วยสายสวน รวมถึงการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน TAVI สำหรับผู้ป่วยลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ
ปรึกษาทีมแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ @สุขุมวิท 62
โทรนัดหมายหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม Hotline: 1504
คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการด้านหัวใจของเรา
*คำเตือน: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที
อ้างอิง
- European Society of Cardiology (ESC) — Chronic Coronary Syndrome Guidelines, 2024
- American Heart Association (AHA) — Coronary Artery Calcium Scoring Guidelines, 2024
- Society for Cardiovascular Angiography and Interventions (SCAI) — IVL Clinical Data, 2024-2025
- TCT 2025 / EuroPCR 2025 — IVL and Rotablator Strategies for Calcified Lesions
- Journal of the American College of Cardiology (JACC) — Management of Heavily Calcified Coronary Lesions, 2024
