การใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน (TAVI) เป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหา ลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ (Aortic Stenosis) รุนแรง
ซึ่งมักจะมีอาการที่รบกวนชีวิตประจำวันและเป็นสัญญาณของโรคที่ซ่อนอยู่ หากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวและอันตรายถึงชีวิตได้
โดยลักษณะของอาการของผู้ป่วยลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบมักจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่หากเป็นค่อนข้างถี่หรือเป็นตลอดเวลา
จนรบกวนชีวิตประจำวัน อาจเป็นสัญญาณที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
สาเหตุของอาการลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ
- ความเสื่อมตามอายุ ลิ้นหัวใจมีการสะสมของแคลเซียมและเกิดความหนาตัวขึ้นตามวัย ทำให้เปิดได้ไม่เต็มที่
- โรคไข้รูมาติก การติดเชื้อบางชนิดในวัยเด็กที่ส่งผลให้เกิดการอักเสบและเสียหายของลิ้นหัวใจในระยะยาว
- ความผิดปกติของลิ้นหัวใจแต่กำเนิด เช่น ภาวะลิ้นหัวใจมีสองกลีบ (Bicuspid Aortic Valve) ซึ่งทำให้เสื่อมเร็วกว่าปกติ
อาการที่อาจพบในผู้ป่วยลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ
อาการที่เกิดจากการที่หัวใจต้องทำงานหนักเพื่อสูบฉีดเลือดผ่านลิ้นหัวใจที่ตีบแคบ อาจมีหลายรูปแบบ
- อาการเจ็บหน้าอก (Angina) มักรู้สึกแน่น อึดอัด หรือเจ็บคล้ายถูกบีบ โดยเฉพาะเมื่อออกแรง
- อาการวูบหมดสติ (Syncope) รู้สึกหน้ามืด เวียนหัว โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนท่าทาง หรือออกกำลังกาย
- อาการเหนื่อยง่าย (Dyspnea) เหนื่อย หายใจลำบาก หรือหายใจถี่ โดยเฉพาะขณะทำกิจกรรมหรือขณะนอนราบ
- อาการอ่อนเพลียร่วมด้วย รู้สึกไม่มีแรง หรือมีอาการบวมที่เท้าและข้อเท้า
- อาการใจสั่น (Palpitations) รู้สึกถึงการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
การรักษาด้วย TAVI (Transcatheter Aortic Valve Implantation) และรายละเอียดขั้นตอน
TAVI เป็นวิธีการใส่ลิ้นหัวใจเทียมโดยใช้สายสวนนำลิ้นหัวใจไปติดตั้งแทนที่ลิ้นหัวใจเดิมที่เสียหาย โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอกใหญ่
- ข้อบ่งชี้ในการรักษา: วิธีนี้มักใช้กับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีความเสี่ยงปานกลางในการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจแบบเปิด
- การเตรียมตัว: ผู้ป่วยจะได้รับยาระงับความรู้สึก ซึ่งอาจเป็นการระงับความรู้สึกเฉพาะที่ (Local Anesthesia) หรือการให้ยาสลบ (General Anesthesia) ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
- ขั้นตอนการเข้าถึง (Access): แพทย์จะทำแผลขนาดเล็ก บริเวณขาหนีบ เพื่อสอดสายสวน (Catheter) เข้าสู่หลอดเลือดแดงใหญ่ที่ขา (Femoral Artery) ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่นิยมใช้ที่สุด หากหลอดเลือดที่ขาหนีบไม่เหมาะสม แพทย์อาจพิจารณาเข้าทางหลอดเลือดอื่น ๆ เช่น บริเวณใต้ไหปลาร้าหรือระหว่างซี่โครงแทน
- การนำส่งลิ้นหัวใจ: สายสวนที่มีลิ้นหัวใจเทียมที่พับอยู่จะถูกนำทางผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ ไปยังตำแหน่งของลิ้นหัวใจเอออร์ติกที่ตีบแคบในหัวใจ โดยใช้ภาพถ่ายรังสีและคลื่นเสียงความถี่สูง (Fluoroscopy and Echocardiography) ในการนำทาง
- การขยายลิ้นหัวใจเดิม (Optional): ในบางกรณี แพทย์อาจใช้บอลลูนขยายลิ้นหัวใจที่ตีบแคบก่อน เพื่อเตรียมพื้นที่ให้พร้อมสำหรับการติดตั้งลิ้นหัวใจเทียม
- การติดตั้งลิ้นหัวใจ: เมื่อสายสวนถึงตำแหน่งแล้ว แพทย์จะทำการปล่อยและกางลิ้นหัวใจเทียมออกในตำแหน่งของลิ้นหัวใจเดิมที่เสียหาย โดยที่ลิ้นหัวใจเทียมจะดันลิ้นหัวใจที่เสื่อมสภาพให้ชิดผนังของหลอดเลือด ลิ้นหัวใจเทียมที่ติดตั้งใหม่จะทำหน้าที่แทนที่ลิ้นหัวใจเดิมที่ตีบแคบ ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้นทันที
- การประเมินผล: แพทย์จะตรวจสอบการทำงานของลิ้นหัวใจเทียมที่ใส่เข้าไปด้วยการตรวจอัลตราซาวด์หัวใจและภาพถ่ายรังสี รวมถึงการปิดของแผลบริเวณที่สอดสายสวน
- ผลลัพธ์: ช่วยให้ลิ้นหัวใจทำงานได้ดีขึ้น ลดอาการและภาวะแทรกซ้อนของโรค
กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มควรเฝ้าระวัง
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ ได้แก่:
- ผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบการเสื่อมของลิ้นหัวใจได้บ่อยที่สุด
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคไตเรื้อรัง
- ผู้ที่มีประวัติโรคไข้รูมาติก หรือมีประวัติความผิดปกติของลิ้นหัวใจแต่กำเนิด
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลังการรักษา
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงและดูแลสุขภาพหัวใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ
- หลีกเลี่ยงบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดปัญหาเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือดและสุขภาพหัวใจ
- ดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ และหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี ติดตามและควบคุมระดับความดันโลหิตและไขมันในเลือด
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วนและหลากหลาย ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ โดยเน้นอาหารที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ
- ออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และดูแลหัวใจ โดยปรึกษาแพทย์ถึงประเภทการออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่น การเดิน หรือการว่ายน้ำ
- การดูแลแผลบริเวณที่ใส่สายสวน และสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
TAVI คืออะไร แตกต่างจากการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจแบบเปิดอย่างไร?
TAVI (Transcatheter Aortic Valve Implantation) คือการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก แพทย์จะสอดสายสวนผ่านหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบเพื่อนำลิ้นหัวใจเทียมไปติดตั้งแทนที่ลิ้นหัวใจเดิมที่ตีบแคบ ต่างจากการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจแบบเปิด (SAVR) ที่ต้องเปิดหน้าอกและหยุดการทำงานของหัวใจชั่วคราว TAVI จึงมีแผลเล็กกว่า ฟื้นตัวเร็วกว่า และเหมาะกับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงจากการผ่าตัดแบบเปิด
ใครบ้างที่เหมาะสมกับการรักษาด้วย TAVI?
TAVI เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบรุนแรงและมีอาการ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ (อายุ 70 ปีขึ้นไป) หรือผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือปานกลางจากการผ่าตัดเปิดหน้าอก แนวทางล่าสุดจาก ESC/EACTS ปี 2025 ได้ขยายข้อบ่งชี้ให้ครอบคลุมผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงต่ำที่มีอายุมากกว่า 70 ปีด้วย อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเลือกวิธีรักษาควรพิจารณาโดยทีมแพทย์สหสาขา (Heart Team) เป็นรายบุคคล
การทำ TAVI ใช้เวลานานเท่าไร และต้องนอนโรงพยาบาลกี่วัน?
ขั้นตอนการทำ TAVI โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแต่ละราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังทำหัตถการ และมักพักฟื้นในโรงพยาบาลประมาณ 3-5 วัน ซึ่งสั้นกว่าการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจแบบเปิดที่อาจต้องพักฟื้น 7-10 วันหรือมากกว่า
TAVI มีความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?
แม้ TAVI จะเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยสูง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงบางประการ เช่น การรั่วรอบลิ้นหัวใจเทียม (Paravalvular Leak) ซึ่งพบได้ประมาณ 10-25% ความผิดปกติของการนำไฟฟ้าหัวใจที่อาจต้องใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) เลือดออกบริเวณจุดที่ใส่สายสวน และภาวะหลอดเลือดสมองอุดตัน (Stroke) ในอัตราต่ำ แพทย์จะประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคลก่อนตัดสินใจทำหัตถการ
หลังทำ TAVI ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?
หลังทำ TAVI ผู้ป่วยควรรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ดูแลแผลให้สะอาดและแห้ง หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกแรงมากในช่วงแรก และเข้ารับการตรวจติดตามผลตามนัดหมาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น งดสูบบุหรี่ ควบคุมอาหาร ออกกำลังกายเบาๆ ตามคำแนะนำแพทย์ จะช่วยให้ผลการรักษาดีในระยะยาว
ลิ้นหัวใจเทียมที่ใส่ด้วย TAVI มีอายุการใช้งานนานเท่าไร?
ข้อมูลจากการติดตามผลระยะยาวแสดงว่าลิ้นหัวใจเทียมที่ใส่ด้วย TAVI มีความทนทานเทียบเคียงกับลิ้นหัวใจเทียมชีวภาพที่ใส่ผ่านการผ่าตัดเปิด โดยจากข้อมูลการศึกษาแสดงว่ามีอายุการใช้งานได้ดีมากกว่า 5-10 ปี อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำเป็นต้องติดตามผลกับแพทย์เป็นประจำเพื่อตรวจสอบการทำงานของลิ้นหัวใจ
อาการแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจลิ้นหัวใจ?
หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกโดยเฉพาะเมื่อออกแรง เหนื่อยง่ายผิดปกติ หายใจลำบากขณะนอนราบ วูบหมดสติ ใจสั่น หรือมีอาการบวมที่เท้าและข้อเท้า ควรรีบพบแพทย์โรคหัวใจเพื่อทำการตรวจวินิจฉัย เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
TAVI ที่โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ มีจุดเด่นอย่างไร?
โรงพยาบาลรวมใจรักษ์มีศูนย์หัวใจและหลอดเลือดที่ครบวงจร พร้อมทีมแพทย์เฉพาะทางด้านหัตถการหัวใจที่มีประสบการณ์ และเทคโนโลยีห้องสวนหัวใจที่ทันสมัย การดูแลผู้ป่วยเป็นแบบสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Heart Team) ตั้งแต่การประเมินก่อนทำหัตถการ จนถึงการติดตามดูแลหลังการรักษา สามารถนัดปรึกษาแพทย์โรคหัวใจได้ที่สายด่วน 1504