ไวรัสตับอักเสบบี ปล่อยไว้นานอาจลุกลามเป็นมะเร็งตับ

17 มกราคม 2023 •
Views
Ruamjairak Hospital
ผู้เขียน

ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง เพิ่มความเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับ

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus: HBV) เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของตับ สามารถเกิดได้ทั้งการติดเชื้อระยะเฉียบพลันและการติดเชื้อเรื้อรัง โดยผู้ที่ติดเชื้อเรื้อรังบางรายอาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดในตับ ตับแข็ง และมะเร็งตับในระยะยาว

สิ่งสำคัญคือ ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังจำนวนมาก อาจไม่มีอาการผิดปกติให้สังเกตได้ ดังนั้น การตรวจเลือดจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยค้นหาการติดเชื้อและประเมินสุขภาพของตับ

ไวรัสตับอักเสบมีชนิดใดบ้าง?

ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคตับอักเสบแบ่งเป็นชนิดหลัก ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบเอ บี ซี ดี และอี ซึ่งมีช่องทางการติดต่อ ลักษณะของโรค และวิธีป้องกันแตกต่างกัน

ในจำนวนนี้ ไวรัสตับอักเสบบี ซี และดีสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในตับแบบเรื้อรัง และสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับได้

สำหรับไวรัสตับอักเสบบี มีวัคซีนที่สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อได้

ไวรัสตับอักเสบบีติดต่อได้อย่างไร?

เชื้อไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อผ่านเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อ เช่น

  • การถ่ายทอดจากมารดาสู่ทารกระหว่างการคลอด
  • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันกับผู้ที่มีเชื้อ
  • การใช้เข็มฉีดยาหรืออุปกรณ์ที่อาจปนเปื้อนเลือดร่วมกัน
  • การสัก เจาะ หรือทำหัตถการด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม
  • การสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อผ่านบาดแผลหรือของมีคม

ไวรัสตับอักเสบบีไม่ได้ติดต่อจากการรับประทานอาหารร่วมกัน การกอด หรือการสัมผัสทั่วไปในชีวิตประจำวัน

ไวรัสตับอักเสบบีมีอาการอย่างไร?

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะสำคัญ

1. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเฉียบพลัน

ผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการ ขณะที่บางรายอาจมีอาการ เช่น

  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • ปวดท้อง
  • ปัสสาวะสีเข้ม
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ปวดข้อ

อาการและความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

2. การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง

ผู้ที่ติดเชื้อเรื้อรังจำนวนมากอาจไม่มีอาการเป็นเวลาหลายปี แม้ในช่วงที่ยังไม่มีอาการ เชื้อไวรัสอาจส่งผลให้เกิดการอักเสบและความเสียหายของตับในบางรายได้

หากโรคดำเนินต่อเนื่อง อาจเกิดพังผืด ตับแข็ง ภาวะตับทำงานผิดปกติ หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งตับได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีทุกคนจะเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับ ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะเวลาที่ติดเชื้อ ปริมาณเชื้อ สุขภาพของตับ อายุ โรคร่วม และปัจจัยอื่นของแต่ละบุคคล

ทำไมการตรวจไวรัสตับอักเสบบีจึงสำคัญ?

เนื่องจากการติดเชื้อเรื้อรังมักไม่แสดงอาการ การตรวจเลือดจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้ทราบสถานะการติดเชื้อได้

แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือด เช่น HBsAg รวมถึงการตรวจอื่นเพิ่มเติมเพื่อประเมินภูมิคุ้มกัน ปริมาณเชื้อและการทำงานของตับตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

หากตรวจพบการติดเชื้อ ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องได้รับยาทันที แพทย์จะประเมินระดับการทำงานของตับ ปริมาณไวรัส และความเสี่ยงของโรค เพื่อวางแผนติดตามหรือให้การรักษาที่เหมาะสม

การรักษาด้วยยาต้านไวรัสในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้สามารถช่วยชะลอการดำเนินของโรคตับ ลดความเสี่ยงต่อภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ รวมถึงช่วยเพิ่มผลลัพธ์ด้านสุขภาพในระยะยาว

ใครบ้างที่ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจไวรัสตับอักเสบบี?

ผู้ที่ไม่เคยทราบสถานะการติดเชื้อหรือภูมิคุ้มกันของตนเอง สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมของการตรวจ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น

  • มีสมาชิกในครอบครัวหรือคู่ครองเป็นผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
  • หญิงตั้งครรภ์
  • บุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่มีโอกาสสัมผัสเลือด
  • ผู้ที่เคยใช้เข็มหรืออุปกรณ์ที่อาจปนเปื้อนเลือดร่วมกับผู้อื่น
  • ผู้ที่มีผลตรวจการทำงานของตับผิดปกติหรือมีโรคตับ

การทราบสถานะของตนเองตั้งแต่ระยะที่ยังไม่มีอาการ ช่วยให้สามารถวางแผนติดตาม ป้องกันการแพร่เชื้อ และรับการดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสม

ไวรัสตับอักเสบบีอาจไม่มีอาการ แต่สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจเลือด การตรวจและติดตามตามคำแนะนำของแพทย์จึงมีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพตับในระยะยาว

คลินิกและศูนย์การรักษา