ภาวะมดลูกแตก (Uterine Rupture) ถือเป็น “ภาวะวิกฤตฉุกเฉินทางสูติกรรม” (Obstetric Emergency) ที่มีความรุนแรงและอันตรายต่อชีวิตของทั้งมารดาและทารกในครรภ์ แม้จะมีอุบัติการณ์การเกิดที่ไม่บ่อยนัก แต่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยที่แม่นยำและการรักษาอย่างทันท่วงที
ที่ สูตินารีเวช โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ @สุขุมวิท 62 เราตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลครรภ์เสี่ยงสูง (High-Risk Pregnancy) ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง
ภาวะมดลูกแตก คือ การฉีกขาดของกล้ามเนื้อผนังมดลูก ไม่ว่าจะเป็นเพียงบางส่วนหรือตลอดทั้งความหนาของผนังมดลูก ส่งผลให้ทารก รก หรือน้ำคร่ำ หลุดออกจากโพรงมดลูกเข้าสู่ช่องท้อง ภาวะนี้มักเกิดขึ้นในระยะรอคลอดหรือระยะคลอด
ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุทางคลินิก (Etiology & Risk Factors)
การประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วยเป็นขั้นตอนสำคัญในการป้องกัน ทีมแพทย์จะพิจารณาปัจจัยหลักดังนี้:
-
ประวัติการผ่าตัดมดลูก (Previous Uterine Scar): ปัจจัยที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะในมารดาที่เคยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง (Cesarean Section) หรือเคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูก (Myomectomy) ซึ่งทำให้ผนังมดลูกบริเวณแผลเดิมมีความเปราะบาง
-
ความผิดปกติของการหดรัดตัว: ภาวะมดลูกหดรัดตัวรุนแรงและถี่เกินไป (Uterine Hyperstimulation) ซึ่งอาจเกิดจากการตอบสนองต่อยากระตุ้นการคลอดมากเกินไป
-
การคลอดติดขัด (Obstructed Labor): กรณีทารกตัวใหญ่กว่าเชิงกราน หรือทารกอยู่ในท่าผิดปกติ ทำให้เกิดแรงดันภายในโพรงมดลูกสูงเป็นเวลานาน
-
การบาดเจ็บจากภายนอก (Trauma): อุบัติเหตุรุนแรงบริเวณหน้าท้อง
-
ความผิดปกติของรก: เช่น ภาวะรกฝังตัวลึกผิดปกติ (Placenta Accreta Spectrum)
อาการแสดงทางคลินิก (Clinical Manifestations)
อาการของภาวะมดลูกแตกอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน แพทย์และพยาบาลจะเฝ้าระวังสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้:
-
อาการปวดท้องวิกฤต: ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องรุนแรงและต่อเนื่อง แม้ในช่วงพักการหดรัดตัวของมดลูก หรือเจ็บมากบริเวณเหนือหัวหน่าว
-
การเปลี่ยนแปลงของการหดรัดตัว: มดลูกหยุดการหดรัดตัวกะทันหันในขณะที่กำลังเจ็บครรภ์คลอด
-
ภาวะทารกในครรภ์ผิดปกติ (Non-reassuring Fetal Status): ตรวจพบอัตราการเต้นของหัวใจทารกผิดปกติ หรือหัวใจเต้นช้าลงอย่างต่อเนื่อง (Prolonged Deceleration)
-
สัญญาณชีพมารดาไม่คงที่: มีภาวะความดันโลหิตต่ำ ชีพจรเต้นเร็ว หน้ามืด ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะช็อกจากการเสียเลือด (Hemorrhagic Shock)
-
การตรวจร่างกาย: อาจคลำพบส่วนของทารกได้ชัดเจนทางหน้าท้อง หรือมีการถดถอยของส่วนนำทารก (Loss of fetal station)
แนวทางการวินิจฉัยและการรักษา (Diagnosis & Management)
เมื่อสงสัยภาวะมดลูกแตก “เวลา” คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด ทีมแพทย์โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ ยึดถือแนวทางปฏิบัติสากลดังนี้:
1. การวินิจฉัยและกู้ชีพเบื้องต้น
-
ประเมินอาการทางคลินิกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการให้สารน้ำและเตรียมเลือดเพื่อทดแทนการเสียเลือด
-
ติดตามสัญญาณชีพมารดาและทารกอย่างใกล้ชิด (Continuous Monitoring)
2. การผ่าตัดฉุกเฉิน (Emergency Laparotomy)
-
การช่วยชีวิตทารก: ดำเนินการผ่าตัดคลอดทันทีเพื่อนำทารกออกมาให้เร็วที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะขาดออกซิเจน
-
การจัดการทางศัลยกรรม:
-
การซ่อมแซมมดลูก (Repair of Rupture): พิจารณาในกรณีที่รอยแตกไม่รุนแรง ขอบแผลเรียบ และผู้ป่วยยังต้องการมีบุตรในอนาคต
-
การตัดมดลูก (Hysterectomy): พิจารณาในกรณีที่มีการฉีกขาดรุนแรง เสียเลือดมากและไม่สามารถหยุดเลือดได้ เพื่อรักษาชีวิตของมารดาเป็นสำคัญ
-
มาตรฐานการดูแลผู้ป่วยวิกฤตและภาวะแทรกซ้อน
หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลต่อในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่:
-
ภาวะช็อกจากการเสียเลือด (Hypovolemic Shock)
-
การติดเชื้อในช่องท้องหรือกระแสเลือด
-
การบาดเจ็บของอวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ
-
สำหรับทารก: จะได้รับการดูแลโดยกุมารแพทย์ทารกแรกเกิด (Neonatologist) เพื่อประเมินและรักษาภาวะขาดออกซิเจน (Birth Asphyxia) ในหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด (NICU)
ภาวะมดลูกแตกแม้จะรุนแรง แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ผ่านการ “ฝากครรภ์อย่างมีคุณภาพ” ที่ โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ สุขุมวิท 62 เราให้ความสำคัญกับการซักประวัติอย่างละเอียดในมารดาที่มีประวัติผ่าตัดคลอด เพื่อวางแผนการคลอดที่เหมาะสม (Trial of Labor After Cesarean – TOLAC หรือ Elective Cesarean) โดยยึดหลักความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายแพทย์เฉพาะทาง โทร. 02-768-9999